เผยแพร่สิ่งดี โลกีย์ต้านทาน

ถ้าเราจะเผยแพร่สิ่งดีที่เป็นแบบโลก ๆ ส่วนมากก็จะยินดีพอใจกัน แต่ถ้าเราจะเริ่มลดละเลิกการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในแบบต่าง ๆ คนเขาจะเริ่มตะหงิด ๆ ยิ่งถ้าเราไปเผยแพร่ เขาก็อาจจะไม่ชอบใจหรือต่อต้านได้

เช่น เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าทำเล็ก ทำแค่ตนเอง เฉพาะกลุ่ม มันก็จะไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าจะไปเผยแพร่ให้มันใหญ่ คนเขาจะต่อต้าน เขาจะไม่เอา

การประพฤติตนเป็นโสดก็เช่นกัน ถ้าเราทำตนเองให้เป็นโสด มันก็จะไม่มีแรงกระทบมาก แต่ถ้าเราไปเผยแพร่เรื่องที่พาให้คนยินดีในการเป็นโสดเนี่ย มันจะมีแรงต้านกลับมา เพราะคนในโลกเขาอยากมีคู่ อยากมีความรัก ลองนึกเทียบดูก็ได้ว่าเพลงรักในโลกเมื่อเทียบกับเพลงที่พาให้ละหน่ายคลายจากความรักมีอัตราส่วนเท่าไหร่

ดังนั้นเมื่อเราเสนอดี เผยแพร่ดีในเรื่องใดก็ตามที่เป็นไปตามหลักพุทธ คนส่วนใหญ่จะไม่เอา เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยากพ้นทุกข์ ไม่ได้ยินดีลดกิเลส ไม่ได้เห็นว่าการไม่เบียดเบียนนั้นจะนำความผาสุกให้ชีวิตเขา

ดังที่พระพุทธเจ้าเปรียบอัตราส่วนของคนที่มาเอาธรรมกับคนที่ยินดีในการหลงโลก คือเศษดินที่ติดมากับเล็บ เทียบกับดินทั้งแผ่นดิน

ดังนั้น ยิ่งเราเผยแพร่ธรรมที่ยิ่งเข้มเท่าไหร่ จะยิ่งมีคนมาเอาน้อยเท่านั้น เพราะมันเข้าถึงยาก และไม่อยากจะเข้าถึง

เข้าถึงยาก คือต้องปฏฺิบัติเอาเอง ไม่ใช่ว่าใครจะเสกให้เข้าใจได้ อย่างเก่งก็ได้แค่สอนและทำให้ดู ส่วนไม่อยากเข้าถึงคือกิเลสเขาจะไม่ยอม กิเลสก็ลากไปโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ มันจะไม่ยอมให้คนไปพ้นทุกข์

เอาประโยชน์จากแรงต้าน…

จริง ๆ แล้วที่โลกต้านนี่ก็เรียกว่าเรื่องธรรมดา ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างหากที่แปลกออกมาทวนกระแสโลก มันก็ต้องยอมรับความแตกต่าง

แต่การที่เขาต้านนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะถ้าเรามีปัญญา เราก็จะหาความรู้เพิ่มเติมได้จากการต่อต้านนั้น ๆ

1). เราจะได้ตรวจสอบทบทวนเนื้อหาที่เราเผยแพร่ไป
2). เราจะได้ตรวจสอบความยึดดีในตนเอง ว่ายังทุกข์ที่เขาต้านไหม
3). เราจะได้หมดวิบากกรรม ที่เคยไปต่อต้านคนดีมา สมัยที่เรายังไม่เข้าใจธรรมะ (ใช้วิบากกรรม แล้ววิบากกรรมนั้น ๆ ก็หมดไป)

และเรายังสามารถเรียนรู้โลกเพิ่มเติมปัญญาได้อีกด้วย

1). เขาต้านมา เราจะได้รู้ว่าเขาหลงติดในประเด็นไหน
2). เขาต้านมา เราจะได้ฝึกรับมือกับคนแบบต่าง ๆ
3). เขาต้านมา เราจะได้ลับคมปัญญาเพื่อตอบในประเด็นนั้น ๆ ในโอกาสต่อไป

การว่ายน้ำทวนกระแสก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีแรงต้าน ยิ่งถ้าใครบำเพ็ญพาคนลดโลภโกรธหลง ลดการเบียดเบียน ยิ่งทำใหญ่เท่าไหร่ จะยิ่งต้องเจอแรงต้านหนักเท่านั้น

ถ้าจะให้มีกำลังใจ ก็ให้นึกถึงบรมครู คือพระพุทธเจ้า มีสัมมาทิฏฐิอยู่คนเดียวในโลก นั่นหมายถึงอัตราการต่อต้านคือ 1 ต่อคนทั้งโลก นี่คือบารมีระดับพระพุทธเจ้า

ส่วนเราระดับไหนก็ให้ประมาณกำลังตนเอง ไม่ให้หย่อนจนไม่เกิดกุศล ไม่เกิดสิ่งดีงาม ไม่ให้ตึงจนเครียด ทำเท่าที่แบกรับแรงต้านไหว ให้ประมาณตนเองด้วยว่าถ้าเสนอเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป จะมีแรงต้านขนาดไหน กำลังเราจะรับไหวไหม ก็เอาเท่าที่ไหว อย่าให้มันตึงมาก ต้องเผื่อไว้บ้าง คือเผื่อว่ามันจะแรงกว่าที่เราประมาณไว้ด้วย

แล้วก็ให้ตั้งจิตให้ถูกว่า เราทำดีก็เพราะว่ามันคือสิ่งดี ไม่ใช่เพราะเรา “อยาก” ให้คนนั้นคนนี้เห็นด้วยหรือยินดีกับเรา ถ้าไปตั้งเป้าที่สอง มันจะผิด เพราะมันเป็นเป้าที่มีตัณหา มันก็จะกลายเป็นอกุศล เป็นดีปนชั่ว ไม่บริสุทธิ์ พลังน้อย เหนี่ยวนำได้น้อย ช่วยคนได้น้อย และอาจจะทำให้คนเข้าใจผิด จนหันมาเพ่งโทษ ถือสากันได้

Leave a Reply

Your email address will not be published.