เปิดก็ติด ปิดก็ตาย (covid-19)

ปิดบ้านปิดเมืองกันมาก็ระยะใหญ่ ไทยเราก็ปฏิบัติกันได้ดีทั้งประชาชน แพทย์ และภาครัฐ ภาพที่ออกมาก็ดีจนเบาใจไปได้พักหนึ่ง

แต่ตอนนี้ดูจากสภาพแล้วเหมือนอั้น คนเขาก็อยากเที่ยวอยากเสพ อยากใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่มันทำไม่ได้ แถมปิดยาวอีก 1 เดือน ซึ่งก็มีอนุโลมในบางประเด็นพอให้กิเลสหายใจหายคอบ้าง แต่ก็ยังถือว่าหนักสำหรับหลาย ๆ คน

ประเทศที่ทนไม่ไหว เขายอมติดดีกว่าเฉาตาย(ไม่ได้เสพสุข) ที่ประกาศว่าจะเลือกวิถีชีวิตตามใจฉันมากกว่าความปลอดโรคปลอดภัย เอาง่าย ๆ ว่ายอมให้ติด ๆ โรคกันไปดีกว่าต้องใช้ชีวิต lock down นั่นแหละ

บ้านเราก็เริ่มจะออกอาการกันแล้ว นี่เขาห้ามขายเหล้า คนติดก็เริ่มจะลำบากกันแล้ว พออยาก มันก็ต้องแสวงหา หาไม่ได้ ไม่ได้เสพก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์แล้วก็ไม่แก้ที่ตัวเอง ก็ไปแก้ด้วยการด่ารัฐบาลนั่นแหละ ตัวเองเสพติดแท้ ๆ กลับไม่แก้ไขตัวเอง ไปแก้คนอื่น มันจะแก้ทุกข์ได้ไหมล่ะ

เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกับเหล้านั่นแหละ ติดอาหารอร่อย ติดเที่ยว ติดชีวิตหรูหรา ต้องใช้เงินเยอะ ๆ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ

พอไม่เข้าใจคำว่า “ป่วย” หรือ “เรามีความป่วยเป็นธรรมดา” จึงไม่สามารถปล่อย ละ วาง ได้ ความจริงตอนนี้ประเทศก็เหมือนคนป่วย มันทำอะไรไม่ได้ ต้องนอนเฉย ๆ ต้องพักฟื้น จะไปหาเงินก็ไม่ได้ ถึงจะทำก็ทำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพหรอก ดีไม่ดีจะทรุดหนักกว่าเดิมอีก คนป่วยที่ไหนเขาให้ไปทำงาน เขาก็ให้พักจนหายนั่นแหละ

เหมือนกันกับชีวิตมันต้องมีสภาพที่ป่วยบ้าง แม้ไม่ป่วยจริง แต่มันอยู่ในสภาพที่มันทำอะไรไม่ได้เหมือนก่อน ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือป้องกัน และประหยัด เพราะไม่รู้ความป่วยเหล่านี้จะอยู่กับเรานานไปอีกเท่าไหร่

ซึ่งตรงนี้มันก็แล้วแต่กรรม ใครประมาทใช้ชีวิตกินเที่ยวเสพเต็มที่เดือนชนเดือน ไม่เคยออม ก็ต้องลำบากเอง ส่วนใครขยันประหยัด อดออม ฝึกกินน้อยใช้น้อยมาก่อน มาเจอสภาพนี้ก็ไม่กระเทือนนัก

มันเป็นเรื่องของความเข้าใจในการใช้ชีวิตของแต่ละคน ที่จะเข้าใจคำว่า “ไม่เที่ยง” ที่แตกต่างกัน ถ้าเข้าใจว่าชีวิตมันจะราบรื่น หากินได้ปกติไปตลอด ไม่มีอะไรมาขัด มันก็คือความประมาท เพราะชีวิตมันหาความแน่นอนไม่ได้เลย

แม้โรคระบาดนี้จะไม่มา เอาแค่เราประสบอุบัติเหตุ ทำงานไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราได้เตรียมการอะไรไว้บ้างไหม ที่สำคัญคือเคยเตรียมใจไหมว่าเราจะต้องพรากจากสภาพดี ๆ

มรณสติคือการพิจารณาความตาย การจากพราก คือพรากจากสิ่งดี ๆ พรากจากชีวิตที่ปกติสุข พรากจากงาน พรากจากรายได้ พรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ

ถ้าวางใจได้ก่อนมันก็จบ ใจไม่ทุกข์มันจะมีทางไปของมันเอง เมืองไทยเป็นเมืองคนมีน้ำใจ ยังไงก็ไม่อดตาย ฝรั่งเขากลับประเทศไม่ได้ แล้วไปอยู่วัด เขาก็เลี้ยงไว้ นี่ขนาดไม่ใช่คนไทยด้วยกัน เรายังมีน้ำใจให้เขาเลย

ก็อย่างที่เห็นกัน ทุกวันนี้หลายคนต่างเอาภาระ ช่วยเหลือกัน ตอนนี้ก็คงจะเหลือแค่ประสานงานกัน ให้คนลำบากจริง ๆ ได้เจอกับคนที่มีกำลังในการช่วยเหลือ ก็เกื้อกูลกันไปตามกำลังที่ทำได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นอกจากการแบ่งปันเผื่อแผ่กันแล้ว สัตว์ทั้งปวงหามีที่พึ่งอย่างอื่นไม่”

ผมเห็นว่าสภาพนี้ เราก็ควรจะต้องใช้ความอดทนกันให้มาก อดทนกับความอยาก ความดิ้น ความเกินของเราและผู้อื่นนั่นแหละ แม้เราจะทนอยู่ได้ เราก็ต้องทนกับคนที่เขาทนไม่ได้ด้วย เพราะมันก็เป็นธรรมดาของสังคมที่จะมีคนหลากหลาย

โรคระบาดโควิดจะจบเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเราจบความกลัว ความกังวล ความประมาท ฯลฯ ที่เกิดจากมันได้ ผมคิดว่าก็น่าจะพอแล้ว เพราะสุดท้ายวันหนึ่งมันก็จะหายไป ไม่มันหายไป เราก็หายไปก่อน มันก็มีแค่สองอย่างนี่แหละ

ดังนั้นตอนนี้คงไม่มีอะไรดีเท่ากับสร้างความผาสุกให้ใจตัวเองในสภาวะโรคระบาดแบบนี้ ครูบาอาจารย์ท่านว่าก็หาอะไรที่เป็นประโยชน์ทำไป ไม่มีอะไรทำให้ “ขัดขี้ไคลในความคิด” คือเอาความคิดขยะออกไปจากใจ

ถ้าเปิดเมืองตอนนี้ ก็คงจะติดโรคกันมากแน่นอน ติดโรคมากเข้า วันหนึ่งฝ่ายแพทย์เขาก็ overload ระบบแพทย์ล่มเมื่อไหร่ก็ตายกันเยอะขึ้นแน่ ๆ

ส่วนจะปิดเมืองนาน คนก็จะชักดิ้นชักงอตาย ก็ตายจากความอยากนี่แหละ เหล้าก็ไม่ได้เสพ อาหารอร่อยบรรยากาศดีก็ไม่ได้กิน ของก็ไม่ได้ซื้อ เงินก็หาไม่ได้ ไม่ได้ตายเพราะอดตายหรอกเชื่อเถอะ (ใครทำท่าจะอดตาย แล้วลงข่าว รวยกันมาหลายคนแล้ว เมืองไทยใจดีจริง ๆ )

สรุป คนจะตายเพราะความทุกข์จากกิเลสนี่แหละ

Leave a Reply

Your email address will not be published.