สะสมอัตตา เพิ่มความกร่าง

อีกกรณีที่เป็นข่าวคือ เรื่องของพ่อค้าส้มตำที่ด่าลูกค้าที่เข้ามาวิจารณ์ตนเอง ด้วยอาการกร่าง มีคำพูดท้าทาย ไม่สนใจ มั่นใจในดีของตนเอง ว่าข้าดี ข้าแน่ ข้าเจ๋ง แม้ข้าจะปากไม่ดี แต่ก็ยังมีคนยอมมากินอาหารที่ข้าทำ

มีข้อมูลจากชาวเน็ตว่าสมัยก่อน ที่เขายังขายส้มตำรถเข็น ก็ยังเป็นคนปกติ พูดจาดี

จะเห็นได้ว่าอัตตามันสั่งสมไปตามเวลาที่ได้ดั่งใจ พอทำอาหารได้อร่อย(กาม) ก็หลงยึดเป็นตัวเป็นตน กิเลสก็โตขึ้นเรื่อย ๆ มั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแม้แต่ตนเองจะมีอุปนิสัยอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีคนมาเสพอยู่ดี ก็เลยยิ่งคะนองขึ้นไปเรื่อย ๆ หลงตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ

จนถึงขั้นใครติ ใครแตะไม่ได้ พอโดนวิจารณ์ก็ด่าเขากลับ แสดงอาการใหญ่ มั่นใจว่าต่อให้ลูกค้าที่วิจารณ์ไม่มากินก็อยู่ได้ อันนี้ความเก๋ามันบังตา มันก็ไร้เดียงสา มันมองไม่เห็นความจริง

แล้วยุคนี้เป็นยุคโซเชียล ความโกรธ เกลียดไปไวกว่าความเร็วแสง สุดท้ายเขาก็พบกับความจริงว่าลูกค้าลด จนในที่สุดมีข่าวว่าออกมาขอโทษ สำนึกผิดอะไรก็ว่ากันไป

คนนี่พอตอนสู้เขาจะไม่กลัวอะไรเลยนะ แต่พอคนอื่นเขาไม่สู้ด้วย ไม่เอาด้วย ไม่คบหาด้วยก็จะเกิดความกลัว กังวล หวั่นไหว ไอ้ความกร่างที่เคยโชว์ไว้นี่หายไปหมดเลย เหลือแค่คางคกตัวน้อยที่ตัวแตกไป เพราะเบ่งจนเกินความจริง

เวลาเจอคนชั่ว คนไม่ดีนะ เลิกคบไปเลย ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องคุย ไม่ต้องสุงสิง คนชั่วจะดิ้นจะทุกข์ของเขาเอง ให้ความไร้ราคาสั่งสอนเขา เขาเคยหลงตัวหลงตนว่ามีราคา มีดี แน่ เก๋า เก่ง ฯลฯ อะไรก็ว่ากันไป ถ้าเราไม่ให้ราคากับเขา มันก็จบ อย่างน้อยก็จบไปจากชีวิตเรา ห่างไกลคนพาลไปอีกหนึ่ง

คนชั่ว คนพาลนี่ไม่ต้องเอาใส่ชีวิตมากหรอก ปวดหัว ลด ๆ ไปจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิต เบาและผ่อนคลายมากขึ้น ชีวิตเราต้องอาศัยบัณฑิต อย่าไปอาศัยคนพาล ส่วนคนพาลที่หลงว่าตนเป็นบัณฑิต ก็ต้องใช้ศีลใช้ปัญญาดูกันไป รู้แล้วก็เลิกคบ อย่าไปเสียเวลา

Leave a Reply

Your email address will not be published.