น้ำปัสสาวะบำบัด กับกรณีศึกษา ปลาร้า

เพิ่งจะพิมพ์บทความเปรียบเทียบอุปาทานของคนที่มีต่อน้ำปัสสาวะและปลาร้าวันก่อน มาถึงวันนี้ก็มีข่าวภัยของปลาร้า คือมีคนกินตาย ซึ่งก็เป็นความจริงหนึ่งที่เกิดในสังคม เป็นข้อมูลหนึ่ง คือกินปลาร้าเข้าไปแล้ว ต่อมาตาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใช้ปัสสาวะบำบัดโดยการดื่ม ยังไม่ปรากฏว่ามีกรณีใด ที่เสียชีวิต

ซึ่งในความเป็นจริงเราจะเห็นว่าปลาร้านั้นมีโทษภัยมากกว่า ปัสสาวะบำบัด แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าดื่มกินใช้ไปแล้วจะเกิดการสะสมของเชื้อโรค แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสมมุติฐานที่ตั้งไว้กล่าวหา ยังไม่มีผลวิจัยหรือการเก็บข้อมูลใด ๆ มารองรับ

แต่กรณีของปลาร้านี่ตายจริงขึ้นมาหนึ่งเคส ซึ่งปลาร้าจะเป็นผู้ร้ายจริงหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่เขาก็เก็บข้อมูลมาว่า คนขายปลาร้ามีความเชื่อว่ายิ่งปลาร้ายิ่งเน่าหนอนขึ้นยิ่งดี อร่อย และปลาร้าสุกไม่อร่อย ความเชื่อนี้มีแพร่หลายโดยทั่วไป ผมเคยดูข้อมูลเรื่องการทำปลาร้า ก็เห็นว่ามีแนวคิดเหล่านี้ปนอยู่บ้าง

จริง ๆ แล้วปลาร้าก็คือปลาเน่า จะเอามาทำให้สุกก็ใช่ว่าจะสะอาด เพราะเชื้อจุลชีพบางชนิดก็ทนความร้อนที่สูงได้ แต่ถึงกระนั้นสังคมก็ยังอุดหนุนปลาร้าเรื่อยมา แม้จะมีความรู้ว่ามันมีเชื้อโรคก็ตามที

แต่ในกรณีของการใช้น้ำปัสสาวะบำบัด เขาก็เอาไปส่องกล้องตรวจ ก็พบเชื้อโรคเหมือนกัน แต่ปฏิกิริยาของคนที่มีต่อปัสสาวะและปลาร้านั้นต่างกัน นั่นเพราะเขาสำคัญว่าปลาร้าคือของกินได้(แม้จะมีเชื้อโรคก็ตาม) แต่ปัสสาวะเป็นของเสีย ตรงนี้เองเป็นจุดที่จะชี้ให้เห็นว่ามันต่างกันตรงที่อุปาทาน ในการสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นของกิน สิ่งนี้เป็นของเสีย

ถ้าให้คนต่างชาติมาดู เขาก็จะบอกว่า คนไทยบ้าไปแล้ว กินปลาเน่า กินไปได้อย่างไร มันจะป่วย มันจะสะสม มันจะเป็นโรค เขาก็รังเกียจปลาร้าเหมือนกับคนที่รังเกียจปัสสาวะนั่นแหละ มันต่างตรงอุปาทานนี่ไง คนไม่มีความรู้ว่ากินได้ เขาก็จะไม่รู้ว่ามันกินได้ เหมือนกับกรณีของน้ำปัสสาวะบำบัด คนที่ไม่รู้เขาก็คิดเอาไปต่าง ๆ นา ๆ ตามข้อมูลที่เขาจะจับมาจินตนาการได้ แต่คนที่เขาลองใช้เข้ารู้จัก ก็เหมือนคนไทยรู้จักปลาร้านั่นแหละ

แต่ทีนี้มันต่างกันตรงที่ ปลาร้ากินแล้วป่วย เป็นโรค ปัสสาวะใช้แล้วหายป่วย แข็งแรง ตรงนี้มีผลการเก็บข้อมูล แม้จะเป็น งานวิจัยเชิงสำรวจ แต่ก็มีปริมาณกลุ่มตัวอย่างที่มาก ซึ่งในงานวิจัยทั่วไปนั้น กลุ่มตัวอย่างก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ แต่ในงานวิจัยน้ำปัสสาวะบำบัดนั้น มีกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทดลองใช้แล้วมีผลออกมาดี เป็นหลักหมื่น

ซึ่งเรื่องอุปาทานนี่มันแก้ยากกว่าโรคอีก ป่วยตาย โรคก็หาย อุปาทานนี่มันล้างไม่ได้ง่าย ๆ ยึดแล้วยึดเลย ยึดชาตินี้ยาวไปถึงชาติหน้า ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วหลงว่าตนเองรู้มากที่สุด มันก็ปิดประตูเรียนรู้ ปิดประตูที่จะพาไปพ้นทุกข์เลย สรุปว่าถ้ามีอุปาทานก็โง่เท่าเดิม + วิบากที่ไปอวดดี เพ่งโทษ ดูถูก = โง่ยิ่งกว่าเดิมอีก

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.