ถ้าปล่อยให้ คนไม่จริงใจ คนไม่มีสัญชาติคนตรง คนชั่ว คนพาล ขึ้นเป็นใหญ่ จะไม่เจริญ

การให้คนดีปกครองคนไม่ดีนั้นดีมากจริง ๆ แต่จะเป็นอย่างไร เมื่อคนไม่ดีมาแสร้งว่าตนเป็นคนดีแล้วใช้อำนาจตามกิเลสตัวเอง

คนไม่ดี คนไม่จริงใจ คนไม่ตรง คนชั่ว คนพาล พวกนี้ไม่ใช่ว่าจะรู้กันได้ง่าย ๆ เพราะพวกนี้มักจะมีมารยา ปกปิด บิดเบือน ตอแหล แสร้งว่า ทำให้เห็นว่าตนเป็นคนดี อาจจะใช้เวลานาน ถึงนานมากในการสร้างภาพ แต่เราจะรู้ได้ด้วยการใช้ศีลธรรมเป็นตัววัด และตรวจสอบด้วยเวลาอันยาวนาน ไม่รีบสรุป

การรีบสรุปว่า คนนั้นดี หรือไม่ดีนั้น บางทีก็ทำให้พลาดได้ เพราะตอนแรก เขาคบ ๆ เราเขาจะสร้างภาพว่าดี มันก็ทำให้หลงไปได้ อย่างที่มีคนเขาว่า ลองดูตอนที่เราไม่มีประโยชน์กับเขา เขาจะปฏิบัติอย่างไรต่อเรา บางทีเรามีประโยชน์อยู่ เขาก็ทำดีกับเราเพื่อเลี้ยงเราไว้ใช้งานของเขาเท่านั้น เขาไม่ได้ดีอย่างจริงใจ ไม่ได้ดีจากเนื้อในของเขา

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ ทำตัวเป็นตำรวจโลก เดี๋ยวก็ไปจับคนนั้น เดี๋ยวก็ไปฆ่าคนนี้ ตอนแรกก็เหมือนจะดีหรอก ผ่านมาหลายสิบปีคนเขาก็รู้ว่าเป็นประเภทดีสร้างภาพ เอาแต่ประโยชน์ตัวเอง นี่ล่าสุดก็ทำนักเลง ไปต่อยหน้าเขาก่อน แล้วพอเขาจะต่อยกลับ ก็ขู่เขาว่าถ้าต่อยกลับจะยกพวกมาถล่ม ก็งงกันไปกับเรื่องโลกที่มีนักเลงโตเป็นใหญ่

มาถึงบ้านเมืองเราย่อยลงมา ก็มีพรรคการเมืองที่ดูเหมือนท่าดี ต่อต้านอำนาจ ต่อต้านความไม่เท่าเทียม แต่กลายเป็นว่าพอเวลาผ่านมา ขนาดในพรรคตัวเองนั่นก็ยังไม่สามารถทำให้เท่าเทียมได้ ยังมีชนชั้น ที่สำคัญคือเขาเหล่านั้นยังยินดีในความไม่เท่าเทียมที่ตนได้เปรียบ แต่กลับจะมาสร้างความเท่าเทียมในระดับชาติ อันนี้มันก็ย้อนแย้ง มันก็ไม่ได้ดีสมราคาคุย

จนมาภาพย่อยในวงการธรรมะ อันนี้หนักหนา เพราะเป็นภาพที่เห็นในปัจจุบัน วงการพระในภาพรวมได้เสื่อมไปหมดแล้ว พระดัง ๆ ส่วนใหญ่ ก็ทำตัวเป็นเทวดา วัดก็กลายเป็นวัง ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หรือไม่ก็หลงเข้าป่า ไปแสวงหาทางผิดกันไปหมด แล้วยังไง? แล้วคนพวกนี้ก็เป็นใหญ่ ปกครองบ้านเมือง กลายเป็นว่าผู้คนเขาก็เข้าใจว่าแบบนี้ดี แบบนี้เลิศ แบบนี้อรหันต์ ทีนี้มันไม่ใช่ของจริงไง ศาสนาก็เลยไม่มาไม่ไป ยิ่งนานวันคนยิ่งชั่ว ไม่มีแรงต้าน ไม่มีแรงลดกิเลส มีแต่หัวโขน ไม่มีอำนาจในธรรม แล้วคนก็เชื่อว่าแบบนี้จริง ปิดประตูบรรลุธรรมเลย เพราะไปศรัทธาคนผิด เชื่อผิด ๆ เข้าใจความพ้นทุกข์ผิด ๆ ไม่เชื่อไปพิสูจน์เลย ทำให้ตนเองพ้นทุกข์ให้ได้ตามวิธีที่เขาว่าเป็นอรหันต์นั่นแหละ เชื่อไหม คุณไม่พ้นทุกข์หรอก พยายามให้ตายก็ไม่พ้น ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ใช่อรหันต์จริง มันจะวน ๆ งง ๆ แล้วก็ไปในทิศเสื่อมไปเรื่อย ๆ

เอาคนไม่บรรลุธรรมจริง มาปั้นเป็นเกจิเอามาใส่หัวโขนนี่มันบาปหนักหนาสาหัสมากนะ เพราะจะทำให้คนเข้าใจผิด คนไม่จริง เขาก็ไม่พูดหรอก เขาจะอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ให้คนงงๆ กันไปเองว่าตกลงนี่ข้าบรรลุหรือยังไม่บรรลุ ที่ประกาศบรรลุอะไรนั่นก็ใช่ว่าจะบรรลุนะ ต้องดูการปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าบรรลุแล้วยังติดหมากติดบุหรี่ อันนั้นก็ตื้นไป ปุถุชนเขายังเลิกบุหรี่ได้เลย ไม่ต้องไปถึงอรหันต์หรอก แค่ต้น ๆ เขาก็เลิกโง่เรื่องพวกนี้แล้ว ไม่ติดหรอก

คนประกาศบรรลุมันก็ต้องดูข้อปฏิบัติ ดูหมู่กลุ่มว่าไปในทิศทางลดกิเลสไหม ที่สำคัญคือต้องลองดูเองเลยว่าทำตามแล้วมันหายทุกข์ไหม ถ้าไม่ใช่มันจะไม่มีวันหาย บวชหรือไม่บวช ไม่ใช่เงื่อนไขสู่ความพ้นทุกข์ แต่บวชมันก็ง่ายกว่าเพราะมีองค์ประกอบที่ดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะบอกว่าไม่บรรลุเพราะเป็นฆราวาส อันนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ตรงไหนเลย ท่านบอกคนปฏิบัติจนหมดกิเลสก็คือพระอรหันต์

ทีนี้พระอรหันต์นี่มันหอมหวานไง มันคือที่สุดของโลกธรรมในโลกแล้ว ใหญ่ที่สุด คนเขาก็อยากได้กันสิ จะจริงใจไม่จริงใจ ก็อยากได้ ถ้าตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงใจมันจะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าไม่จริงใจแล้วบวชมาเอาโลกธรรม สรรเสริญ มาเอาความใหญ่ ความแน่ อันนี้อันตราย เพราะมันจะหลอกคนไปอีกหลายล้านเลย เพราะคนไทยเขาศรัทธามากไง พอประกาศไปคนเขาก็เชื่อ ถ้าเชื่อคนถูกก็เป็นกุศลแรง ถ้าเชื่อคนผิดก็ปิดประตูพ้นทุกข์

แล้วปัจจุบันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนตั้งใจปฏิบัติ แต่เขาตั้งใจแล้วมันไม่พ้นทุกข์ มันติด เพราะครูบาอาจารย์นั้นสอนผิด มันติดเพดาน มันสุดความรู้แล้วก็ยังพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะไปศรัทธาคนผิด

มันก็เหมือนพระจันทร์มาบังพระอาทิตย์นั่นแหละ มันบังมิดเลย แทนที่เขาจะได้พบกับคนดี ๆ มีความรู้จริง ก็ไปเจอกับครูบาอาจารย์ที่สอนมั่ว ๆ บรรลุธรรมแบบตัวเอง ในแบบฉบับตัวเอง ไม่อิงพระไตรปิฎก ไม่อิงอะไรเลย คนทำตามก็จะมีแต่หลง มีแต่ทุกข์วนไปวนมา

ทุกวันนี้มีแต่เดรัจฉานวิชาที่เจริญขึ้น สวดมนต์แลกตัง พรมน้ำให้เปลืองเล่น ผ้าป่าหาเงิน ทำพระเครื่อง สร้างยันต์ ฯลฯ สารพัดเครื่องมือหาเงินพาหลง อันนี้ตื้น ๆ นะ ยังเผยแพร่กันเกร่อ แล้วพวกพระผีที่บวชเข้ามาหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จะอีกขนาดไหน อันนั้นเนียนสุด ๆ ดูยากกว่าเยอะ ถ้าคนไม่ได้ปฏิบัติธรรมดูยังไงก็จะดูไม่ออก ปฏิบัติธรรมผิดก็จะดูไม่ออก ดังนั้น จะดูแค่องค์ประกอบด้านบริวารไม่ได้ เพราะพระเทวทัตก็ยังมีลูกศิษย์ตั้งมากมาย

แล้วพวกนี้เข้ามาแล้วตั้งตนเป็นอาจารย์ ก็จบกัน ถ้าใครไปนับถือก็ถือว่าศรัทธาคนผิด รู้ไม่รู้ก็แล้วแต่ มันจะตกอยู่ใต้ความเสื่อมของชาวพุทธข้อที่ 6 คือแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ คือไปเข้าใจผิดว่าคนผู้นั้น (คนนอกพุทธ) จะสามารถทำให้ตนสร้างบุญ ได้ ทั้งที่จริง คือไม่มีบุญใด ๆ เกิดขึ้นเลยถ้าไม่ได้ศรัทธาสาวกแท้

แล้วทีนี้จะแยกยังไงละ มันก็ดูยาก ห่มผ้าเหลืองก็ใช่ว่าจะเชื่อได้ พระปลอมก็มีเยอะ ปลอมจนคนเขาคิดว่าเป็นอรหันต์ก็มีเยอะ จะทำยังไง? ก็ลองปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ดู ลองทุ่มเทชีวิตจิตใจให้เต็มที่ ถ้าท่านพาไปพ้นทุกข์ก็ใช่ ถ้าพยายามเต็มที่ ทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจแล้วไม่พ้นทุกข์ ก็นั่นแหละ มารศาสนา

รู้ว่าผิดแล้วก็หมดวิบากต่อกันไป ถือว่าขึ้นเขาผิดลูก ไปฝึกวิชาผิดสำนัก ก็ต้องยอมลงจากเขา ไปหาเขาใหม่ อย่าไปแช่ ผิดแล้วต้องเลิก ไม่มีหรอก ผิดแล้วเจริญ มีแต่เสื่อมไปเรื่อย ๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published.