ค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ 29

ย่อยธรรมะ
ค่ายพระไตรปิฎก พร้อมสู้อุปสรรคอย่างเบิกบาน ไม่ทรมานจนเบิกบูด ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่ ครั้งที่ 29
รุ่นแนวกันไฟ : ไฟนอก คือไฟทั่วไป ไฟใน คือไฟกิเลส โลภ โกรธ หลง
ณ พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ เชียงใหม่
 
ในค่ายพระไตรปิฎกครั้งนี้ อ.หมอเขียว ได้เน้นเรื่องการฟังธรรม ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฟังธรรม ถึงเวลาฟังธรรมควรมาฟังธรรม เวลามีงานเข้ามาพร้อมกับเวลาฟังธรรม ให้ประมาณความสำคัญ หากสำคัญพอ ๆ กัน ให้ฟังธรรมก่อน การงานไม่เคยหมดไปจากโลก ทำให้ตายก็ไม่หมด แต่งานในหมดได้ งานลดกิเลสจบได้ การได้มีโอกาสพบสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ เป็นโอกาสที่หาได้ยากในโลกนี้ มีโอกาสแล้วควรจะเข้ามาศึกษา เป็นการทำประโยชน์ตน เรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มพูนปัญญา ในการลดกิเลส และประโยชน์ท่าน คือได้เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นทำตาม
 
คนที่มาเกื้อกูลเราจะได้อานิสงส์มาก ตามที่เราปฏิบัติที่จิตที่สามารถลด กิเลส โลภ โกรธ หลงได้มาก ไม่ใช่อยู่ที่เรามียศมาก มีการแต่งกายแบบฟอร์มที่ดูน่าเชื่อถือ ดูภายนอกน่าเคารพ มีพฤติกรรมน่าเลื่อมใสต่าง ๆ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ผู้ที่เป็นสมณะ ไม่ได้เป็นจากการนุ่งผ้าสังฆาฏิ การไปอยู่ในที่สงบ ฯลฯ แต่ผู้ที่เป็นสมณะคือผู้ที่มีจิตห่างไกลจาก กิเลส โลภ โกรธ หลง เราจึงควรปฏิบัติที่ตนเอง พากเพียรลดกิเลส จะช่วยคนอื่นได้มาก
 
การบูชาไฟที่ผิด คือการบูชา ความโลภ โกรธ หลง ปุถุชนจะหลงบูชาไฟโลภ โกรธ หลง การบูชาไฟที่ถูกคือ บูชาสัตบุรุษ คำสอนที่ถูกตรงของสัตบุรุษ การมาเจอสัตบุรุษ ไม่ใช่การมายินดีที่ได้เจอท่าน ได้เห็นหน้าท่าน ได้ใกล้ชิดท่าน การที่ได้เจอสัตบุรุษ คือการที่เราจะได้ศึกษาจากสิ่งที่ท่านทำ พฤติกรรม ความดี ความเมตตา คำสอนของสัตบุรุษ เป็นสิ่งที่มีค่ามากควรศึกษาให้ถูกตรง
 
คุณสมบัติของกิเลสคือ โง่, ชั่ว กิเลสจะสะกดจิตให้คนโง่ ชั่ว ทุกข์ การละเมิดเบียดเบียน ทางกาย วาจา ใจ ย่อมมีวิบากร้าย แม้แต่มีในใจเล็ก ๆ ก็ยังไม่พ้นทุกข์ ก็ยังมีวิบากร้าย ถ้าเรากำจัดได้ จะเห็นความนิ่งของจิต เป็นจิตที่ไม่หวั่นไหว ไม่กังวล จิตสงบเย็น
 
“จงกลัวโทษของการเสพกิเลส ไม่ใช่กลัวจะไม่ได้เสพกิเลส โทษของการเสพกิเลสน่ากลัวที่สุดในโลก”
ปุถุชนเวลาเกิดทุกข์ จะเสพกาม (กิน, เที่ยว, เสพอบายมุข) เพื่อแก้ทุกข์ โดยไม่รู้ว่าเป็นการยิ่งเพิ่มปัญหาให้เข้ามา
 
การถือศีลไม่ใช่การตั้งขึ้นมาลอย ๆ จะได้ประโยชน์น้อย คือ การตั้งศีลตาม ๆ กัน เขาว่าดีก็ตั้งตามเพื่อน ไม่มีหลัก เป็นสีลัพพตุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น จะเป็นแค่การท่องจำ เป็นการกดข่ม การตั้งศีล ควรตั้งในเรื่องที่จะพากเพียรปฏิบัติ ที่เห็นว่ามีอาการอย่างนี้ มันเป็นทุกข์โทษภัย การมีอยู่ของอาการนั้นทำให้เบียดเบียน ทำให้กังวล มีความยึดมั่นถือมั่น แล้วตั้งศีลมาเป็นกำจัดกิเลสนั้น เป็นการขัดเกลาตนเอง เห็นอาการของกิเลส พิจารณากำจัดกิเลสนั้นต่อไป ต้องหมั่นพิจารณาให้ชัดว่าอะไรผาสุกกว่า น่าได้น่าเป็นกว่า ระหว่างจิตที่มีกิเลส กับจิตที่ไม่มีกิเลส เป็นการใช้ปัญญาในการกำจัดกิเลส ต้องอ่านจิตให้ออกเห็นความแตกต่างระหว่าง กิเลส กับ พุทธะ อันไหนสุขกว่ากัน ผ่องใสกว่ากัน เบาสบายกว่ากัน
 
ปัญญาของพุทธ คือ ปัญญาที่รู้จักอริยสัจ 4 คือรู้จักทุกข์ แล้วรู้ว่าเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ไหน แยกได้ว่าสภาพที่ไม่มีทุกข์มันเป็นอย่างไร ดีกว่าอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติสู่การดับทุกข์นั้น
ส่วนปุถุชนเวลาเกิดทุกข์ จะเสพกาม (กิน, เที่ยว, เสพอบายมุขต่าง ๆ ) เพื่อแก้ทุกข์ โดยไม่รู้ว่าเป็นการยิ่งเพิ่มปัญหาให้เข้ามา
 
คนมีอริยปัญญาจะมีหิริ(ละอาย) และ โอตตัปปะ(เกรงกลัว) ต่อการทำบาป เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ส่วนปุถุชน คนไม่มีศีล จะไม่มี ทำบาป ทำทุกข์ได้ตลอดเวลา

Leave a Reply

Your email address will not be published.