การล้อ การ bully ยังเป็นการรังแกกันที่กระจอกยิ่งนัก เมื่อเทียบกับ…

คนเราช่างเป็นสัตว์ที่อ่อนไหว ต่อคำล้อเลียน คำด่า คำถากถางกันเสียเหลือเกิน แค่โดนกันนิด ๆ หน่อย ๆ ก็โกรธกันจนจะเป็นจะตาย หรือบางคนก็โกรธจนฆ่ากันตายหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายก็มี

ที่พิมพ์มานี่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เคยเจอ ก็เคยสัมผัสมาอยู่ แต่มันมีปัญญาผ่านมาได้โดยไม่ทุกข์มาก ปัญหามันก็ไม่เกิด

คนเขาก็ถือว่าการล้อ การรังแกกันนี่ เป็นอะไรที่น่ารังเกียจมาก ไม่เชื่อไปหาอ่านตามข่าวกันได้เลย ช่วงนี้เราจะเจอความเห็นของคนดีออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย

แต่เชื่อไหมว่าการรังแกกันเพียงแค่ด่า ล้อเลียน หรือแม้ถึงขั้นทำร้าย ก็ยังไม่ร้ายเท่ากับที่คนทำกับสัตว์อยู่ทุกวันจนเป็นเรื่องธรรมดา

การกลั่นแกล้งมันจะร้ายไปได้สักเท่าไหร่กัน อย่างน้อยมันก็ไม่ตายทุกคนหรอก แต่สัตว์นี่มันตายทุกตัว สิ่งนี้มันยิ่งกว่าการกลั่นแกล้งกันอีกนะ การกักขัง การข่มขืน ให้กินแต่อาหารห่วย ๆ อยู่กับความสกปรกและเชื้อโรค และสุดท้ายลากไปฆ่า นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นทุกวัน

ถ้าเราพยายามแบ่งแยกว่านี่คือมนุษย์ นี่คือสัตว์เลี้ยง มันจะเกิดอคติลำเอียงขึ้นมา แต่ถ้าเรามองด้วยความเป็นกลาง มองว่าสัตว์ทุกชนิดก็รักสุขเกลียดทุกข์ ไม่มีใครอยากโดนรังแก ไม่มีใครอยากโดนทำร้าย เราก็จะไม่ส่งเสริมให้ใครทำร้ายหรือฆ่าใครเลย

แต่ความจริงในทุกวันนี้ ก็ยังมีคนฆ่าสัตว์ อันนี้มันยิ่งกว่ากลั่นแกล้ง ยิ่งกว่า bully กันอยู่แล้ว แล้วคนในสังคมก็ยังนิ่งเฉย ยังยินดีกับการทำร้ายนั้น ๆ ยังยินดีในการที่เขาฆ่ามาขายให้เรากิน อันนี้มันก็มีความเห็นอย่างเดียวกับคนฆ่านั่นแหละ แค่ไม่ได้ลงมือเอง เหมือนคนที่เห็นคนอื่นกลั่นแกล้งแล้วยินดี พอใจ สนุกอยู่ในใจนั่นเอง

การกลั่นแกล้งกันจะมีเสมอในสังคมที่สำคัญว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น อันนี้ก็เป็นคนมีอำนาจเหนือกว่าสัตว์ ก็เลยรังแกสัตว์ ไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตหรอก แค่เอามาบำเรอกาม บำเรอความอยากเสพติดในรส บำเรออัตตาก็มี

เพราะจริง ๆ ไม่กินเนื้อสัตว์ก็อยู่ได้ สุขภาพดีด้วย นักวิทยาศาสตร์ นักปราชญ์ระดับโลกหลายท่านก็ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ จริง ๆ มันไม่มีนัยสำคัญที่พาให้เจริญแต่อย่างใด มีแต่กามนั่นแหละ ที่มันสุขเมื่อได้สนองตามที่อยากเสพ

ก็หาเหตุผลในการกลั่นแกล้งรังแกสัตว์กันไป ฆ่าเขากินกันไป เสพรสกันไป ฆ่าเขาเลี้ยงตน คิดว่าสัตว์เขาจะยินดีกันหรือ ดีไม่ดีเอาเนื้อเหล่านั้นมาเลี้ยงชีวิตที่เต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง ไม่ได้พ้นทุกข์ เป็นโมฆะบุรุษ เป็นพวกเกิดมาตายเปล่า ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบว่า “พวกชิงหมาเกิด” คือเกิดมาแล้วไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อตัวเองและผู้อื่น กินใช้เสพไปวัน ๆ พลาญทรัพยากรโลกไปวัน ๆ แล้วก็ตายไป โดยที่กินใช้จากโลกมาก ทำดีคืนให้โลกกระจึ๋งเดียวก็มี

หรือที่ทำดีไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับโลกเลย เป็นดีแบบหลงดี ดีแบบปั้นว่าดี ดีแบบคิดกันไปเองว่าดีในกลุ่ม ในสังคม ในชาติ อะไรแบบนี้ เป็นดีแบบยึดไว้เองเฉย ๆ ไม่ได้ดีจริงตามสัจจะก็มี สรุปก็หลงทำดีแบบโลก ๆ แล้วก็ตายไปด้วยความขาดทุน

สรุปอีกทีว่า แล้วสัตว์เหล่านั้นก็ลำบาก เจ็บ ทรมาน แล้วก็ตายไปฟรี ๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published.