กรณีศึกษา : อยากให้คนอื่นทำดีอย่างใจ

หัวข้อก่อนหน้านี้นึกขึ้นได้เพราะเห็นข่าวผ่านตา เป็นข่าวที่มีคนไปขอให้ดาราคนหนึ่งทำดีอย่างใจตน ดังข้อความผู้เสนอดีว่า

“คุณ… ทำไมทำเฉย ไม่ช่วยบริจาคช่วย รพ หมอพยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ลำบากกันมาก อย่าเปนคนสวยใจดำเลยนะคะ”

การเสนอดีนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แม้จะปนกิเลส ปนจิตอกุศล ปนการประชดประชัน ฯลฯ ก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้(แต่มันก็ไม่ดีหรอก) ตราบเท่าที่มีโอกาสจะทำ แต่ก็ต้องเตรียมรับ “ผล” ของการกระทำ หรือ”ผลกรรม” ที่ตนเองได้ทำลงไปด้วย

และผู้สนองได้ตอบว่า “…ทำไปหลายที่แล้วค่ะ ถ้าอยากเห็นสลิปสามารถส่งให้ดูส่วนตัวได้นะคะ. และคุณก็ไม่ควรเขียนอย่างนี้กับใคร อยู่เฉยๆดีกว่าค่ะ ถ้าคุณอยากจะทำจริงๆ คุณก็ทำไปนะคะ และถ้าคุณทำแล้วก็ต้องขออนุโมทนาสาธุด้วยนะคะ”

จากที่อ่านก็พอจะทราบได้ว่า “สอนมวย” กันชัด ๆ คือเขาก็ตอบว่าเขาทำแล้ว แล้วคุณทำหรือยัง? อะไรประมาณนั้น

คนสนองก็รับผิดชอบความเห็นตัวเองกันไปตามจิตของเขา อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่น่าสนใจ

ประเด็นที่น่าสนใจ คือคนเสนอดี พอเจอสวนแบบนี้ จะรับไหวไหม? แม้เขาจะทำดีอย่างใจ จะตั้งมุทิตาจิตกับเขาได้ไหมล่ะ เขาทำดีตามที่หวัง + ของแถมให้ด้วย ยินดีรับไหม พอใจไหม เป็นสุขใจที่ได้รับรู้ไหม?

จริง ๆ คือมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่านแล้วอนุโมทนาเฉย ๆ ได้ เพราะตัวเองได้เสนอความดี ที่ตนไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาก็ทำอยู่แล้ว หรือพอรู้แต่ก็อาจจะไม่ได้ดั่งใจตามที่ตนต้องการเลยเสนอไป พอสนองมาพร้อมเกทับ ก็อาจจะมีอาการที่เรียกว่าหน้าแตก เพราะเขาก็ซัดอัตตาสวนกลับมาเหมือนกัน ยังไม่พอบริวารของดาราคนนั้นยังมารุมสนองอีกต่างหาก เรียกตามภาษาในยุคนี้ว่า “ทัวร์ลง”

นี่เป็นเคสโลก ๆ ที่เรียกว่าหาเรื่องลงนรก (ความเดือดเนื้อร้อนใจ) กันได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ก็เป็นอยู่ไม่ผาสุกทั้งคู่นั่นแหละ คนเสนอก็อยาก คนสนองก็ไม่ชอบใจ ก็พากันทุกข์ทั้งนั้น

เจอคนทั่วไปติเตียนตอบโต้กันยังพอว่า ถ้าไปเจอระดับครูบาอาจารย์หรือท่านที่มีของจริงแล้วอาจจะยิ่งกว่าหนาว

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ท่านจะตอบหรือไม่ตอบอย่างไร แต่อยู่ที่ตัวคูณแต้มบาปจากพระอริยะนั้นไม่ใช่วิบากกรรมในระดับทั่วไป เพราะการเพ่งโทษติเตียนพระอริยะนั้นวิบากกรรมที่เรียกว่า สร้างความฉิบหายให้กับชีวิตตัวเองก็ยังเป็นประโยคที่ดูเบามาก เมื่อเทียบกับผลที่เกิดขึ้นจริง

ผู้ใดด่าว่าเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม กล่าวร้ายพระอาริยะ จะฉิบหาย 1 ใน 11 อย่างนี้

1. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
2. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว
3. สัทธรรม (ธรรมที่ดีแท้) ย่อมไม่ผ่องแผ้ว
4. เข้าใจผิดว่าได้บรรลุสัทธรรม
5. ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ (ธรรมอันประเสริฐ)
6. มีความผิดเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง
7. เลิกปฏิบัติธรรมเวียนกลับมาเลวต่ำช้า
8. เป็นโรคร้ายแรงหนัก
9. เป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน
10. ตายด้วยความหลงผิด
11. ย่อมเข้าถึงอบาย (ความฉิบหาย) ทุคติ (ไปชั่ว) วินิบาต (ตกต่ำทรมาน) นรก (เร่าร้อนใจ)

(พระไตรปิฎก เล่ม 24 “พยสนสูตร” ข้อ 88,213)

ผมก็เคยมีประสบการณ์เห็นคนที่เพ่งโทษครูบาอาจารย์มาแล้ว รู้ทั้งเหตุ (เขามาเล่าให้ฟัง) รู้ทั้งผล (เขารับวิบากกรรมเหล่านั้นให้ได้รู้ข่าว) สรุปว่าตายไปเพราะความยึดดีถือดีนั่นแหละ

ที่ยกเรื่องนี้มาพิมพ์เพราะว่าเห็นใจคนที่เขาไม่ระวังกายวาจาใจ เดี๋ยวก็ติคนนั้น เดี๋ยวก็ติงคนนี้ ถ้าที่ตินั้นจริงและจิตเป็นกุศล หวังประโยชน์ เกื้อกูลกันก็ไม่มีบาปอะไรหรอก แต่ส่วนใหญ่จะติผิดล่ะซิ ดีไม่ดีแถมความอวดดี อวดเก่ง ถือดี ยกตนข่มเขาไปเสียอีก อันนั้นแหละ จุดตายเลย ติไปติมา เดี๋ยววนมาชนตอเข้าสักวันหนึ่งก็จบเลย วิบาก 11 ประการ จบไม่สวยสักทาง ไม่น่าเอาหรอก

ดังนั้นสถานการณ์แบบนี้ คุมกายวาจาใจตนเองให้ดีจะดีกว่า ข่าวลวงข่าวหลอกมันเยอะ ระวังจะหลงติดกับ ไปยึดผิด ติสิ่งถูก เอาแค่โลก ๆ ก็บาปมากแล้ว เดี๋ยววันนึงวนไปชนตอ จะเสียชาติเกิดกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published.